
สิ่งที่อยากบอกก่อนอ่าน
- จขบ.ไม่ได้ป็นทนาย(อ้าว..) เป็นแค่นศ.ที่กำลังจะสอบวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย
- เราพูดไม่ครบทุกเรื่องหรอก ความรู้และประสบการณ์ยังน้อยก็เงี้ย
- คนที่มองว่าทนายไม่ดี เราไม่คิดว่าเป็นเรื่องแย่เท่าไหร่ เพราะถ้าไม่มีความประพฤติออกมา ก็คงไม่มีใครคิด
เราแค่อยากจะนำเสนอว่า การเป็นทนายมันไม่ได้เลวร้ายในเหตุผลเบื้องลึก ไม่ว่างานไหน มันอยู่ที่คน
- ...ทนายดีๆต้องมีแน่ๆแหละ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าในอาชีพไหนๆ
- เกือบทั้งหมดมาจากการอ่านหนังสือเรียนและการเข้าฟังบรรยายในห้องค่ะ
- อาจจะเอาไปเปรียบเทียบกับหมอบ่อยหน่อยนะคะ คิดซะว่าเป็น'วิชาชีพ'เหมือนกัน
แล้วมันเห็นภาพชัดกว่าด้วย (ถึงผลประโยชน์กับวิธีการและเครื่องมือมันคนละอย่างก็เถอะ)
1.ทนายในสายตาประเทศอื่นๆ
สูงส่งมากค่ะ เค้ามองว่าเป็นเหมือนกับหมอ คือเป็นความรู้ชั้นสูง เป็น"วิชาชีพช่วยคน"
ตอนเราไปอังกฤษกับญี่ปุ่น โดนถามว่าเรียนอะไร ตอบเรียนกฎหมาย เค้าแบบ อู้หู สุดยอด เป็นคนดีจัง
(ในขณะที่ตอบคนไทย ได้feedbackประมาณ อ้าว งี้ก็เลี่ยงภาษีได้ดิ หืม ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย)
ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้หนอ... คำตอบอยู่ในข้อถัดๆไป
การที่ประเทศด้านตะวันตกมองทนายในแง่ดีนั้น มันเป็นมาตั้งแต่สมัยโน้นนนน
ในขณะที่โลกตะวันออกจำกัดอยู่แค่พวกกฎหมายอาญา ห้ามฆ่าคน ห้ามขโมยของ
ประมาณว่าเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ ไม่ต้องบัญญัติเป็นกฎหมายจริงจัง
แต่ทางด้านตะวันตกพอพ้นยุคมืดแล้ว เค้าก็เข้าทุนนิยม เสรีนิยม และชอบปรุงแต่งเหตุผล
เลยมีเหตุผลที่ลึกซึ้ง ประกอบกับความคิดทุนนิยมอีกหน่อย กฎหมายเลยถูกวางไว้มากกว่า
คนที่เรียนกฎหมาย ในตะวันตก เค้าเลยมองว่า เก่ง รู้มาก
แต่คนเรียนกฎหมายในตะวันออก เป็นเสมียน
(สอบจอหงวนก็ไม่ใช้กฎหมายละเออ)
โดยเฉพาะประเทศไทยเมื่อก่อน ถือว่ากฎหมายเป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้
เพราะกลัวว่าจะมีคนยุให้คนทะเลาะกันเพื่อผลประโยชน์
เลยรู้กันเฉพาะแค่ในข้าราชการยุติธรรม
ประชาชนไม่มีสิทธิรู้ จนถึงสมัยที่มีเปิดรร.กฎหมายโน่น...
เปิดเผยแล้วเป็นไงล่ะ คนที่รู้ เลยคิดว่า ข้าเก่งที่สุด น่ะสิ!
2.ทนายในสายตาประเทศไทย
หัวหมอ หาช่อง เอาเปรียบ เลือกคดี บ้าสถิติชนะ ปากหนัก ไร้หัวใจ
โดยเฉพาะเวลาซักพยานในศาล กดดัน ปากกล้า พูดแรง ไม่เห็นหัวใครเลย
เป็นสาเหตุให้แม่เราเกลียดทนายจนเกือบจะไม่ให้ตังเราไปสอบตั๋วทนาย55
อันนี้ขอชี้แจงว่า ทนายไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใครเกลียดขี้หน้า ไม่ได้มีหน้าที่กดดันคน
ไม่ได้ถูกส่งมาให้ทำร้ายจิตใจพยาน หรือแม้กระทั่งคู่ความฝ่ายตรงข้าม
ไม่ต้องไปพูดจี้ใจดำเค้าหลายๆที ไม่ต้องไปตะคอก พูดปกติเค้าก็ได้ยิน
ให้เกียรติผู้พูดและผู้ฟังเป็นสมบัติผู้ดีทั่วไป และเป็นมรรยาทข้อสำคัญของทนาย
คนเหมือนกัน พูดกันรู้เรื่อง เค้าก็รักษาประโยชน์ของเค้าเหมือนเรารักษาประโยชน์ลูกความ
หรือต่อให้เค้าโกหกเราก็ต้องแก้ให้หลุดด้วยสติปัญญาและความรู้ที่สั่งสมมา ไม่ใช่ชี้หน้าด่า
เค้าไม่ได้มาเพื่อลอบสังหารบุพการีคุณค่ะ ไม่ต้องแยกเขี้ยวใส่ซะขนาดนั้นก็ได้
...ไม่งั้นว่าความในศาลจะต่างกับทะเลาะกันข้างทางอย่างไร
3.ทำไมทนายไทยถึงเป็นอย่างนั้น
นั่นสิ อาจเป็นนิสัยมักง่ายของคนไทย ประกอบกับความฉลาด(แกมโกง)แหละมั้ง
แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆมันก็ตั้งแต่ระบบการศึกษา ระบบการทำงาน และระบบการตรวจสอบ
คือเราเรียนกันบบฉันไม่รู้อะไรนอกจากตัวบท ฉันทำงานเพื่อเงิน และคนอื่นจะทำบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก
ทั้งๆที่ต้องดูเจตนารมณ์ของตัวบท ทำงานเพื่อความยุติธรรม(ฟังดูลิเกไปมั้ย? แต่มันจริงนะ)
และถ้าเห็นคนอื่นทำผิด ก็คือผิดสิ ผิดก็ต้องแก้ ต้องพูด ต้องบอก ต้องจัดการ ไม่ใช่ปล่อยไป
เพราะจาก"ทนายคนนั้นคนนี้ชาติชั่ว"กลายเป็น"ทนายชาติชั่ว"ได้ไม่ยาก (แถมเป็นแล้วแก้ไม่ได้ด้วย)
และเพื่อเปลี่ยนภาพพจน์ทนายจากข้อเมื่อกี้ เราถึงต้องมานั่งเรียน หลักวิชาชีพนักกฎหมาย อยู่นี่ไง
4.บทบาทของสภาทนาย
ทนายไม่ได้รวมตัวกันเป็นสภาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหมือนสหภาพแรงงานนะคะ
สภาทนายมีไว้จับผิดค่ะ เหมือนกับแพทยสภา และสภาวิชาชีพอื่นๆ
เพราะว่าคนพวกเนี้ยทำผิดแล้วคนธรรมดาจับผิดไม่ได้ไง เลยต้องฝากไว้ที่พวกเดียวกัน
แต่ก็นะ ด้วยความเป็นระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย เลยมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพวกเดียวกันมากกว่า
ในประเทศอื่นๆเค้ามีระบบคว่ำบาตรค่ะ ใครผิดจรรยาบรรณโดนแบน ไม่มองหน้า ไม่คุยด้วย
เจอแบบนี้เลวมาจากไหน ถ้าไม่มีที่ให้อยู่ เพื่อนวงการเดียวกันไม่พูดด้วย ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองกันบ้างแหละ
ไทยเราก็รู้นะ รู้ว่าคนไหนทำอะไร รู้นะว่าผิด อ่ะ มีเอาไปพูดต่อๆกันด้วย ว่าคนนั้นมันไป...นะ ไม่ดีเลย
ก็รู้นะ แต่พอคนที่ว่าเดินมาคุยด้วยเท่านั้นแหละ อ้าว เป็นไงบ้าง สบายดีเหรอ งานการเป็นไงมั่งพี่
เอิ่ม ให้มันได้หยั่งงี้สิ! พี่น้องคร้าบบ!!
5.ฟ้องมันเลย เอาค่าเสียหายหนักๆ
ยิ่งเรียกค่าเสียหายได้มากเท่าไหร่ เหมือนจะทำให้คุณดูเป็นทนายที่เก่งมากขึ้นเท่านั้น
'เหมือนจะ' เพราะว่ามันเป็นสิ่งคนส่วนใหญ่ตีความไปกันเอง
ถ้าความยุติธรรมคือการได้รับในสิ่งที่เขาควรจะได้ เราก็ต้องทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขา'ควรจะได้'
และถ้าตัดกิเลสออกไปแล้ว คำว่า'ควรจะได้' ไม่มีทางเป็น 'มากที่สุดเท่าที่จะทำได้' ไปได้แน่ๆ
ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ความยุติธรรมคือ การที่คู่ความตกลงกันได้
แบบ เค้าจะตกลงกันอยู่แล้วเชียว อีทนายห้าม บอกว่าถ้าจะฟ้องฟ้องได้มากกว่านี้ 10 เท่า
เอ่อ ทนายมีหน้าที่ทำตามความประสงค์ของคู่ความค่ะ จะไปขัดเค้าทำไม
ทนายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเหรอ จะไปยุให้เค้าฟ้องกันทำไม
พอก็คือพอ อภัยก็คืออภัย เป็นสิ่งที่ดีกว่า 'เอาให้ถึงที่สุด' เป็นไหนๆค่ะ
6.ค่าทนายความ
จริงๆแล้วเป็นค่าธรรมเนียม(fee)ค่ะ ไม่ใช่ค่าจ้าง(consideration)
ทำมาหากินกับความยุติธรรมเนี่ย เป็นอาชีพหากำไรไม่ได้เด็ดขาด มันไม่ใช่ของซื้อของขายเก็งกำไร
ถ้ามันเป็นส่วนที่เขาควรจะได้ สิ่งที่เราควรจะทำก็คือปกป้องสิ่งนั้นด้วยสิ่งที่เราเรียนมาค่ะ
ถ้าเราอ้างว่ามันเป็นสัญญาของเรากะลูกความ เงินไม่จ่าย งานไม่ไป ไม่ไปว่าความให้หรอก
มันก็ไม่ต่างจากการที่หมอ บอกว่าเงินไม่มา การรักษาไม่ไป ก็ตายอยู่ตรงนั้นไป นั่นแหละค่ะ
จริงอยู่ว่ามันมีค่ารักษาพยาบาล มันมีค่าขึ้นศาล มีค่าเดินทาง ไม่ออกแล้วตรูจะทำงานยังไง
แต่การประกอบวิชาชีพไม่ใช่สัญญาในทางพาณิชย์ หลักสัญญาต่างตอบแทนใช้ไม่ได้
เพราะไม่ใช่สัญญาส่วนตัวระหว่างทนายกับลูกความ เป็นเรื่องการอำนวยความยุติธรรมของรัฐ
มีผลกระทบต่อส่วนรวม จึงมีพันธกรณีให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่คำนึงถึงค่าตอบแทน
แล้วจะให้ทนายกินแกลบแทนข้าวรึ? อันนี้ก็ไม่ใช่อีก ไม่งั้นซักพักทนายคงหมดโลก(อาจจะดีก็ได้นะ)
เราหมายถึงว่า ทนายที่ไม่ไปศาลโดยไม่มีเหตุจำเป็น แล้วมาอ้างว่าลูกความยังไม่จ่ายค่าว่าความน่ะ
อ้างไม่ได้ เพราะว่าคุณรับคดีมาแล้ว เค้าเป็นลูกความ เป็นคนที่คุณจะต้องดูแลผลประโยชน์ให้ไม่ว่ายังไง
ไม่งั้นก็จะเหมือนกับคุณหมอผ่าตัดแหวกท้องเสร็จ อ้าว ยังไม่ได้จ่ายตังเหรอ ทุกคนหยุดผ่า...
ท้องไส้ลูกความ เอิ่ม คนไข้ ก็ปั่นป่วนกันหมดน่ะสิ!
7.ว่าความให้คนผิด ผิดมั้ย?
อันนี้เป็นคำถามที่เราโดนบ่อยที่สุด หลังเปิดเผยตัวเองว่าเรียนนิติ ตอบตรงนี้เลยว่า
ไม่ผิดค่ะ เหมือนกับหมอ ต่อให้เค้าเป็นคนที่ฆ่าพ่อของคุณ แต่ว่าขาหัก คุณก็ต้องต่อให้
"วิชาชีพ" คือการช่วยคน ไม่ว่าเค้าจะเป็นใคร มาจากไหน หรือว่าทำอะไรมา
แต่วิธีช่วยต่างหากที่เข้าใจกันผิด การช่วยให้ชนะคดีโดยทำทุกวิถีทาง ผิดแน่นอนค่ะ
สิ่งที่เราจะช่วยได้คือ นำข้อเท็จจริงขึ้นสู่ศาล เท่านั้น ไม่มากกว่านี้
ไม่ต้องเดือดร้อนไปทำหลักฐานเท็จ สร้างพยานปลอม วิ่งเต้น ให้เสี่ยงถูกถอนใบอนุญาตนะคะ
ถ้าจะถามว่าช่วยลูกความได้อย่างไร ตอบคือช่วยเป็นปากเป็นเสียงในศาลให้เค้าค่ะ
ช่วยหาข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ช่วยไม่ให้โดนยัดข้อหา หรือลงโทษหนักโดยไม่สมควร
อย่างที่เขาว่า
ความสำเร็จของงานไม่ใช่การชนะคดี แต่เป็นการรักษาประโยชน์ของลูกความตามกฎหมาย
...ตามกฎหมาย นะคะ! ไม่ใช่ตามความพอใจของลูกความ
โดยสรุป
เราว่าทนายส่วนใหญ่อยู่ในสายวิชาชีพนานและจริงจังกับคดีมากเกินไป
จนลืมไปว่าเรามาช่วยลูกความเรานะ ไม่ได้มาจัดการฝ่ายตรงข้ามหรือเอาชนะ
ไม่ได้มาหาช่องโหว่ของกฎหมาย หรือเก็บสถิติว่าความชนะรวด
เหมือนกับนักการเมืองที่ตั้งใจว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง แต่ลืมไป
เพราะตั้งใจกับเกมการเมืองมากไปหน่อย จนไม่สนใจว่าประชาชนจะเป็นยังไง
เหมือนกับนักเรียนธรรมดา ที่เรียนเพื่อจะเป็นคนดีของสังคม แต่ลืมไป
เพราะตั้งใจเอาคะแนนดีๆกลับมาฝากพ่อแม่มากไปหน่อย จนไม่สนวิธีได้คะแนนมา
อย่างว่าแหละ
อุดมการณ์มันไม่ใช่ข้าว มันกินไม่ได้ มันไม่ทำให้ท้องอิ่ม
แต่อย่างน้อย ถ้าข้าวที่กินเข้าไป ไม่ได้มาจากการทำนาบนหลังใคร อาจจะอร่อยขึ้น และอิ่มยิ่งกว่าเดิม
จริงๆแล้วโดยพื้นฐาน ทุกคนก็เป็นคนดีทั้งนั้นแหละ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ช่วยไม่ได้ที่คนเราค่อนข้างขี้ลืม...
...แล้วโลกก็หมุนไปโดยไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ถูกลืม